มารู้จักกับโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง หรือแพทย์บางท่านเรียกว่า ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension หรือ High Blood Pressure) คือ ภาวะที่วัดความดันโลหิตได้สูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นไป ทั้งนี้ความดัน โลหิตปกติคือ 90-119/60-79 มิลลิเมตรปรอท เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากอีกโรคหนึ่งในผู้ใหญ่ พบได้สูงถึงร้อย ละ 25-30 ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิง และพบได้มากขึ้นใน ผู้สูงอายุ ในบางประเทศพบโรคนี้สูงถึงร้อยละ 50 ของผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ส่วนในเด็กพบโรคนี้ได้เช่นกัน แต่พบน้อยกว่าในผู้ใหญ่มาก
โรคความดันโลหิตสูง แบ่งตามสาเหตุได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด (Essential Hypertension) ซึ่งพบได้สูงถึงร้อยละ 90-95 ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั้งหมด และชนิดทราบสาเหตุ (Secondary Hypertension) ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 5-10 ของโรคนี้ ดังนั้น โดยทั่วไป เมื่อกล่าวถึงโรคความดันโลหิตสูง” จึงหมายถึง “โรคความดันโลหิตสูงชนิดยังไม่ทราบสาเหตุ”
โรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ เชื่อว่าน่าจะเกิดจากหลายๆปัจจัยร่วมกัน ที่สำคัญคืออิทธิพลของ เอ็นไซม์ (Enzyme : สารเคมีที่มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต่างๆในร่างกาย) ที่เรียกว่า เรนิน (Renin) และฮอร์โมน แองจิโอเทนซิน (Angiotensin) จากไต ซึ่งเอ็นไซม์และฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้จะทำงานร่วมกับต่อมหมวกไต และต่อมใต้สมองในการควบคุมน้ำ เกลือแร่โซเดียม และการบีบตัวของหลอดเลือดในร่างกายทั้งหมด เพื่อการ ควบคุมระดับความดันโลหิต ซึ่งเรียกว่า กระบวนการ Renin-Angiotensin System นอกจากนี้กลไกการเกิด ความดันโลหิตสูงยังขึ้นกับปัจจัยดังต่อไปนี้

  •  พันธุกรรม เพราะ พบโรคได้สูงขึ้นในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
  • เชื้อชาติ เพราะพบโรคนี้สูงในคนอเมริกันผิวด าเมื่อเปรียบเทียบกับคนอเมริกันผิวขาว และชาวแมกซิ กันอเมริกัน
  • การกินอาหารเค็ม เพราะเกลือโซเดียมหรือเกลือทะเลเป็นตัวอุ้มน้ำในเลือด จึงช่วยเพิ่มปริมาตรของ เลือดที่ไหลเวียน ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  • กระบวนการของร่างกายที่ส่งผลต่อสมดุล และการทำงานของเกลือแร่แคลเซียมในร่างกาย
ส่วนโรคความดันโลหิตสูงชนิดรู้สาเหตุมักเกิดจากโรคต่างๆที่ส่งผลต่อหลอดเลือด ต่อหัวใจ และต่อสมดุล ของฮอร์โมน และ/หรือเกลือแร่ในร่างกาย ที่พบบ่อย เช่น จากโรคไตเรื้อรัง จากโรคของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยง ไต เช่น อักเสบ หรือ ตีบ จากการติดสุรา จากมีฮอร์โมนบางชนิดในร่างกายผิดปกติเช่น จากเนื้องอกบางชนิด ของต่อมหมวกไตหรือของต่อมใต้สมอง


ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่
พันธุกรรม โอกาสมีความดันโลหิตสูง จะสูงขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
·       โรคเบาหวาน เพราะก่อให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบของหลอดเลือดต่างๆ รวมทั้งหลอดเลือดของไต
·       โรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน เพราะเป็นสาเหตุส าคัญของโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดต่างๆตีบ จากภาวะไขมันเกาะผนังหลอดเลือด
·       โรคไตเรื้อรัง เพราะจะส่งผลถึงการสร้างเอ็นไซม์และฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตดังกล่าวแล้ว
·       โรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) เนื่องจากภาวะขาดออกซิเจน จะท าให้ความดันโลหิตสูง
·       การสูบบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ตีบตันของหลอดเลือดต่างๆ รวมทั้ง หลอดเลือดไตและหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังท าให้ความดันโลหิตสูง หลังจากการสูบ 1 – 2 ชม.
·        การติดสุรา ซึ่งยังไม่ทราบชัดเจนถึงกลไกว่า ท าไมดื่มสุราแล้วจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด ความดันโลหิตสูง แต่การศึกษาต่างๆให้ผลตรงกันว่า คนที่ติดสุราจะส่งผลให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ และมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึงประมาณร้อยละ 50 ของผู้ติดสุราทั้งหมด
·       การขาดการออกกำลังกาย เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นปัจจัย เสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง ตามที่กล่าวมาข้างต้น
·       ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์


อาการสำคัญ ความสำคัญของโรคความดันโลหิตสูง คือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และจากการที่เป็นโรคเรื้อรังที่ รุนแรงถ้าไม่สามารถควบคุมโรคได้แต่มักไม่มีอาการ แพทย์บางท่านจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า เพชฌฆาตเงียบ (Silent Killer)” ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของอาการจากโรคความดันโลหิตสูง มักเป็นอาการจาก ผลข้างเคียง เช่น จากโรคหัวใจ และจากโรคหลอดเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง (ปวดศีรษะ และตาเห็นภาพไม่ชัด) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการจากความดันโลหิตสูงเอง โดยอาการที่อาจพบได้ เช่น ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน สับสน และเมื่อมีอาการมากอาจถึงขั้นโคมา และเสียชีวิต ได้

ภาวะไขมันในเลือดสูง (Hypercholesterolemia) เป็นอย่างไร

ภาวะไขมันในเลือดสูง (Hypercholesterolemia) ไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดแข็งตัว (Atherosclerosis) ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดได้เป็นโรคร้ายอีกชนิดหนึ่งที่ทำให้ประชากรเสียชีวิตเป็น อันดับต้น ๆ เราสามารถควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนี้ได้ไม่ยาก และจะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ เป็นอย่างดี ชนิดของไขมันในเลือด ไขมันในเลือดที่สำคัญมีชนิด ได้แก่
1.โคเลสเตอรอล (Cholesterol)
2. ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
3. เอชดีแอล (HDL)
4. แอลดีแอล (LDL)

โดยทั่วไปในการตรวจไขมันในเลือดจะตรวจ 4 ชนิดนี้เป็นหลัก คือ
1. โคเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เองจากตับ และลำไส้หรือได้รับจากสารอาหารที่รับประทานเข้าไป อาหารที่มาจากพืชจะพบโคเลสเตอรอล เป็นส่วนประกอบน้อยมากแต่จะพบมากในเนื้อสัตว์ปริมาณไขมันขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร โคเลสเตอรอล มีความสำคัญต่อร่างกายโดยเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมอง แต่การมี ไขมันโคเลสเตอรอลมากเกินไปก็จะเป็นโทษต่อร่างกายเช่นกัน ไขมันเหล่านี้จะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด แดงทั่วร่างกาย เช่น หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ ส่งผลให้เส้นเลือดแข็งตัว และเกิดการตีบตันของ หลอดเลือดในอนาคต การเกิดอาการดังกล่าว จะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปริมาณโคเลสเตอรอล และการมี ปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ ความอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น ระดับปกติของโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัม /ต่อเดซิลิตร
 2. ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันชนิดหนึ่ง เกิดจากการสร้างขึ้นเองในร่างกายจากน้ำตาล และแป้งหรือจากอาหารที่รับประทานเข้าไป มีความสำคัญทางด้านโภชนาการหลายประการ นับตั้งแต่ให้ พลังงาน ช่วยในการดูดซึมวิตามิน เอ ดี อี และเค ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้องอยู่นาน นอกจากนี้ร่างกายยังเก็บ สะสมไตรกลีเซอไรด์ไว้ส าหรับให้พลังงานเมื่อมีความต้องการ อย่างไรก็ตามการมีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง หรือพบว่าสูงในคนที่มีโคเลสเตอรอลสูงอยู่แล้ว เชื่อว่าจะทำให้มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบมากขึ้น ระดับปกติของไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (ค่าปกติ 50 – 150 mg/dl)
3. เอชดีแอล (High Density Lipoprotein - HDL) เป็นไขมันชนิดดี มีหน้าที่นำโคเลสเตอรอล จากกระแสเลือดไปทำลายที่ตับ ดังนั้น ถ้าระดับ HDL ในเลือดสูง จะท าให้อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรค หลอดเลือดหัวใจตีบน้อยลง HDL จะสูงได้จากการออกก าลังกาย ระดับปกติของ HDL ในเลือดของผู้ชาย ควรมากกว่า40 มิลลิกรัม /ต่อเดซิลิตร และผู้หญิงควรมากกว่า 50 มิลลิกรัม /ต่อเดซิลิตร
4. แอลดีแอล (Low Density Lipoprotein - LDL) หากมีไขมันชนิดนี้ในเลือดสูง ไขมันชนิดนี้จะไป เกาะผนังหลอดเลือด ท าให้หลอดเลือดพอกหนาขึ้นจนความยืดหยุ่นเสียไป และหลอดเลือดจะตีบแคบลง ท าให้การไหลเวียนเลือดไม่สะดวก จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดตีบตันมากขึ้น ระดับปกติของ LDL ในเลือด ไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัม /ต่อเดซิลิตร

สาเหตุของภาวะไขมันในเลือดสูง
กรรมพันธุ์
การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์และอาหารฝรั่ง
โรคของต่อมไร้ท่อบางชนิด เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ และโรคของต่อมหมวกไตบางอย่าง - โรคตับ โรคไตบางชนิด
ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ฮอร์โมนเพศ (ยาคุมกำเนิด) เป็นต้น
การตั้งครรภ์
 - การดื่มแอลกอฮอล์
 - ภาวะขาดการออกก าลังกาย
 - การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล ไม่เหมาะสมกับวัย อาชีพการงาน และการออกกำลังกาย จากการศึกษาพบว่า ระดับไขมันในเลือดมีความส าคัญอย่างมากกับการเกิดหลอดเลือดตีบตัน โดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ผู้ที่มีภาวะไขมันเลือดสูง จึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือสมองขาด เลือด จนเป็นสาเหตุให้เกิดอัมพาต อัมพฤกษ์ มะเร็งลำไส้ใหญ่มะเร็งเต้านม เป็นต้น ดังนั้น ถ้าตรวจพบว่ามี ระดับไขมันในเลือดสูง ควรมีการควบคุมปริมาณไขมันในเลือด โดยการปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้
1. การควบคุมอาหาร ควรรับประทานอาหารไทย ซึ่งเป็น Balance Diet เพราะอาหารไทยมีสัดส่วน ของไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตที่ดีมากกว่าอาหารต่างชาติ และสามารถรับประทานได้ทุกประเภท ไม่จ าเป็นต้องแยกแยะอาหารมากเกินไป จนสร้างความลำบากในการปฏิบัติ เช่น ไม่รับประทานหอยนางรมเลย ไม่ใช้น้ ามันหมูเลย เป็นต้น ทั้งๆที่ในทางปฏิบัติแล้ว เราสามารถใช้น้ ามันหมูในการประกอบอาหารได้ แต่ควรใช้ ในปริมาณที่เหมาะสม อาหารไทยสามารถรับประทานได้ทุกอย่าง ในปริมาณที่มีความสมดุลต่อน้ำ หนักตัว อาชีพการงาน และการออกก าลังกายของแต่ละคน ซึ่งสามารถค านวณได้จากค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) หรือ BMI จากสูตรน้ าหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกก าลังสอง โดยควบคุมให้ BMI ไม่เกิน 24 ตัวอย่างเช่น หากท่านมีน้ าหนักตัว 50 กิโลกรัม ส่วนสูง 157 เซนติเมตร BMI = 50 / 1.572 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 20.29 เป็นต้น
2. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงมี 4 ประเภท ที่อาจทำให้ไขมันในเลือดขึ้นสูงกว่าที่ควรเป็น ได้แก่
2.1 อาหารประเภทนมและผลิตภัณฑ์ของนม เช่น นมปราศจากไขมัน นมถั่วเหลือง น้ าเต้าหู้ กาแฟส าเร็จรูป 3 in 1 อาหารส าเร็จรูปที่มีนมเป็นส่วนประกอบแต่เปลี่ยนชื่อในการจ าหน่าย เช่น Protein__ นมเปรี้ยว Yoghurt เป็นต้น
2.2 อาหารที่มีรสหวาน และผลไม้ เช่น ขนม น้ำหวาน กาแฟเย็น ชาเย็น น้ำผลไม้ปั่น ชาเขียวปั่น ชานมไข่มุก ฯลฯ และผลไม้สดที่ทานปริมาณมากๆ
2.3 อาหารประเภทถั่วต่างๆ ที่ทานเล่น และอาหารฝรั่ง Junk Food, Fast Food 2.4 เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ที่ทานปริมานมากๆ เช่น เบียร์ เหล้า และไวน์
3. ไม่ควรรับประทานอาหารมังสะวิรัตหรืออาหารเจ เพราะไม่ใช่ Balance Diet ข้อเท็จจริง คือ อาหารไทยมีปริมาณใยอาหารที่เพียงพอต่อการท าให้ท้องไม่ผูก และชะลอการดูดซึมไขมันสู่ร่างกาย นอกจากนี้ อาหารไทยยังมีวิตามินและแคลเซียมเพียงพอส าหรับร่างกายในแต่ละวัน โดยไม่ต้องใช้อาหารเสริมใดๆ
4. การออกกำลังกาย ควรใช้หลักปฏิบัติ คือ “รวดเร็ว ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ” จะมีผลทำให้ Metabolic Profile ดีขึ้น คือ ระดับน้ าตาลในเลือดลดลง ไตรกลีเซอไรด์ (TG) ลดลง ไขมันดี หรือ HDL เพิ่มขึ้น ซึ่งท าให้ ระดับไขมันรวมในเลือด หรือ Total Cholesterol ลดลง 10% ควรออกก าลังกายทุกวัน วันละไม่มาก เช่น อายุ 55 ปี วิ่งระยะทาง 2 กม.ในเวลา 10 นาที/วัน ก็เพียงพอที่จะท าให้ Metabolic Profile ดี ไม่จำเป็นต้อง ออกก าลังกายอย่างหนักหรือนานมากกว่านี้เพราะอาจมีอันตราย นอกจากนี้ ควรตรวจสภาพหัวใจ และร่างกาย ก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง
5. การใช้ยาตามแพทย์สั่ง เพื่อรักษาระดับไขมันรวมในเลือด หรือ Total Cholesterol อย่างไรก็ดี จากผลการศึกษา พบว่า ร้อยละ 80 ของผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง สามารถลดลงด้วยการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยาเอง และร้อยละ 20 ของผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง สามารถลดระดับไขมันลงด้วยการควบคุมอาหารตามที่ กล่าวในข้อ 2 ในปัจจุบันมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาอย่างมากในทุกด้าน สิ่งที่ตามมาจากการพัฒนา คือ วิถีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้ที่มีเศรษฐานะในระดับกลางขึ้นไป มักมีภาวะโภชนาการที่ไม่สมดุล มีการรับประทานอาหารมากเกินความจ าเป็น ขาดการออกก าลังกาย ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา ดังที่กล่าว มาแล้วข้างต้น การรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงด้วยการควบคุมอาหารอย่างเดียว หรือทานแต่ยาอย่างเดียว จึงไม่ได้ผล จ าเป็นจะต้องหาจุดสมดุลของชีวิต ได้แก่ “การควบคุมอาหาร การออกก าลังกาย และการรักษา ด้วยยาตามแพทย์สั่ง” ทั้ง 3 อย่าง จึงจะประสบความส าเร็จในการรักษาระดับไขมันในเลือด

อัตราการเต้นหัวใจที่ปกติเป็นอย่างไร




อัตราการเต้นหัวใจคืออะไร

ก่อนที่ผมจะเริ่มตอบคำถามคือสิ่งที่เป็นอัตราการเต้นหัวใจปกติ คุณควรทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นอัตราการเต้นหัวใจแรก อัตราการเต้นหัวใจเป็นจำนวนครั้งที่หัวใจเต้นต่อนาที จำนวนครั้งต่อนาทีที่สัญญาณหัวใจเป็นที่รู้จักกันเป็นอัตราการเต้นหัวใจ อัตราการเต้นหัวใจขณะพักสามารถกำหนดเป็นหมายเลขของเต้นในหนึ่งนาทีเมื่อคนสามารถพักผ่อน อัตราการเต้นหัวใจขณะพักข้อบ่งชี้ของการออกกำลังกายในระดับขั้นพื้นฐานของหัวใจของแต่ละบุคคล ร่างกายของคุณมากขึ้นเป็นปรับอากาศ, เต้นน้อยต่อนาทีที่จำเป็นในการสูบฉีดโลหิตไปยังร่างกายของคุณ อัตราการเต้นหัวใจสูงสุดหรือ HR, สูงสุดหมายถึงจำนวนครั้งที่สัญญาหัวใจในหนึ่งนาที ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวัดความเข้มของการฝึกอบรมของนักกีฬาตามที่มีหน่วยวัดเป็นรายบุคคล ทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพักผ่อนกราฟอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราชีพจรสุขภาพ

คืออัตราการเต้นหัวใจที่ปกติคือ
หัวใจเริ่มเต้นหลังจาก 22 วันในระยะทารกในครรภ์ซึ่งก็คือในช่วงสัปดาห์ที่ห้าของการตั้งครรภ์ อัตราการเต้นหัวใจทารกในครรภ์ปกติที่มีขนาดแตกต่างกันของขั้วทารกในครรภ์มีดังนี้
2 มม. ตัวอ่อนเต้นที่ 75 ครั้งต่อนาที
5 มม. ตัวอ่อนเต้นที่ 100 ครั้งต่อนาที
10 มม. ตัวอ่อนเต้นที่ 120 ครั้งต่อนาที
15 มม. ตัวอ่อนเต้นที่ 130 ครั้งต่อนาที
ดังนั้นอัตราการเต้นหัวใจทารกในครรภ์ถือว่าปกติระหว่าง 110-180 ครั้งต่อนาที 180-190 ครั้งต่อนาทีเห็นถึงความสามารถการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ปกติ หากคุณแม่ที่คาดหวังและมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจของทารกให้ปรึกษาแพทย์ของคุณและได้รับความกังวลของคุณที่ส่ง

หัวใจเต้นปกติผู้ใหญ่ประมาณ 60 ถึง 100 เท่านาทีที่เหลือ ซึ่งจะเพิ่มอัตราหัวใจพักผ่อนกับอายุ อัตราการเต้นหัวใจที่ต่ำกว่าในผู้ใหญ่สุขภาพข้อบ่งชี้ของการออกกำลังกายหัวใจและหลอดเลือดและหัวใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในนักกีฬาที่ผ่านการอบรมมาอย่างดี, การเต้นของหัวใจอาจจะต่ำเท่าที่ 40 ถึง 60 ครั้งต่อนาที ส่วนที่เหลืออัตราปกติหัวใจสำหรับเด็ก (6-15 ปี) เป็น 70-100 ครั้งต่อนาที

คุณสามารถตรวจสอบอัตราชีพจรของคุณโดยการวางปลายของนิ้วชี้, นิ้วที่สองและสามของคุณด้านปาล์มของข้อมืออื่น ๆ ที่อยู่ด้านล่างของฐานของนิ้วหัวแม่มือ คุณยังสามารถวางดัชนีและนิ้วมือสองของคุณที่คอต่ำลงในด้านใดของหลอดลม กดเบา ๆ ด้วยมือของคุณจนคุณรู้สึกได้ถึงเลือดใต้การรัวนิ้วมือของคุณ นาฬิกาให้ดูมีประโยชน์และเต้นนับเป็นเวลา 10 วินาที จากนั้นคูณจำนวนที่มี 6 เพื่อให้ได้จำนวนครั้งต่อนาที ทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกราฟของอัตราชีพจร

ฉันหวังว่านี้มีการตอบคำถามของคุณเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นอัตราการเต้นหัวใจปกติ อัตราการเต้นหัวใจสูงกว่าปกติส่วนที่เหลือที่เป็นอย่างต่อเนื่องสูงกว่า 100 ครั้งต่อนาที, ข้อบ่งชี้ของหัวใจเต้นเร็วและต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที หากเราต้องเจอกับอาการเหมือนเป็นลมวิงเวียน, หายใจถี่, ฯลฯ ปรึกษาแพทย์ของคุณทันที จำไว้เสมอว่าหัวใจมีสุขภาพร่างกายเป็นสาเหตุของการมีความสุข

วิธีลดไขมันหน้าท้อง


ไขมันหน้าท้อง

สัญญาณแรกของหลาย ๆ คนที่บอกว่าเขาอ้วนคือเมื่อพวกเขาเริ่มเห็นไขมันหน้าท้องและกางเกงของพวกเขาดูเหมือนจะรัดเอวมากเกินไป

การรับประทานอาหาร กับ การออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการเผาผลาญอาหารของร่างกาย การ"ลดไขมัน"หรือตัดแคลอรี่ ควรให้ความสนใจกับการออกกำลังกาย และ อาหาร ที่รับประทานเข้าไปโดยคำนึงคุณค่าทางโภชนาการ ทุกสิ่งที่ร่างกายต้องจากอาหารที่คุณกิน

การออกกำลังกาย ปกติโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง เช่นการ sit up วิธีง่าย ๆ ก็คือให้อบอุ่นร่างกายก่อนเป็นเวลา 15 นาที อาจจะทำ ได้โดยการวิ่งเหยาะ ๆ หรือเดินเร็วจนเริ่มเหนื่อยนิด ๆ จากนั้นให้นอนหงายลงกับพื้น เอาสองมือประสานไว้ที่ ใต้ศรีษะแล้วยกตัวขึ้นมา 45 องศา ค้างไว้นิดหน่อย  นับ 1 - 5 ในใจ  แล้วค่อย ๆ ทิ้งตัวลงนอนราบเหมือน เดิม ทำแบบนี้วันละ 10 ครั้ง จะช่วยได้

การลดหน้าท้อง ต้องควบคู่กับการดูแลอาหาร หลีกเลี่ยงแป้ง น้ำตาล ไขมัน ขณะเดียวกันต้องออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ก่อนการบริหารต้องยืดกล้ามเนื้อ 20 นาที เพื่อช่วยลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ยืดแขน ขา บิดลำตัว หมุนข้อ ตามด้วยออกกำลังกายแบบแอโรบิค คือออกกำลังกายต่อเนื่อง 15-45 นาที เพื่อวอร์มอัพ และอีกอย่างน้อย 15 นาที หลังบริหารเพื่อให้ร่างกายคืนตัว

เคล็ดลับง่ายๆในการหยุดการนอนกรน

                      snoi

เสียงกรนเกิดจากการที่อากาศเคลื่อนผ่านทางเดินหายใจที่แคบ
ซึ่งมักเกิดจากการผ่อนคลายหรือหย่อนตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนขณะนอนหลับ
เช่น กล้ามเนื้อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ ผนังคอหอย หรือโคนลิ้น
ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและสะบัดของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนในบริเวณ นั้นเกิดเป็นเสียงกรนขึ้น

อาการนอนกรนจึงไม่ใช่เรื่องปกติ
แต่กลับบ่งบอกถึงการมีสิ่งอุดกั้นในระบบ ทางเดินหายใจส่วนบน
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea)
เป็นภาวะที่มีการอุดกั้นในทางเดินหายใจมากจนกระทั่งทำให้เกิดการหยุดหายใจเป็นช่วงๆขณะนอนหลับได้

เรากำจัดเสียงกรนได้

นอนตะแคง
จะช่วยผ่อนคลายความดันในช่องทางเดินอากาศได้ดี


อย่ารับประทานอาหารหนักสามชั่วโมงก่อนนอน เพราะ
กระเพาะที่เต็มไปด้วยอาหารจะส่งผลให้กะบังลมถูกกดทับ
ทำให้การเดินลมในร่างกายตีบตัน


ปรับความชันของเตียงนอนให้ส่วนหัวสูงขึ้นจากแนวราบพอประมาณ
จะช่วยผ่อนการกดทับของลิ้นกับกราม ส่งผลให้ลดอาการกรนได้


หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บางชนิด และยา เช่น ยานอนหลับ และยาแก้แพ้ต่างๆ เป็นตัวทำให้การหายใจช้าลงและตื้นขึ้น กล้ามเนื้อหย่อนคลายลงมากกว่าปกติ จึงมีแนวโน้มได้มากว่าโครงสร้างลำคอจะอุดตันช่องทางเดินอากาศได้ง่าย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการนอนกรน
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ดี และปลอดภัย
และทำให้ปอดทำงานได้ดียิ้งขึ้น

โรคข้ออักเสบและ วิธี รักษาด้วยวิธีธรรมชาติ


หลายประเภทของโรคข้ออักเสบ แต่ที่นี่ในบทความนี้เราได้แสดงบางชนิดที่พบ ขึ้นอยู่กับ โรคข้ออักเสบอาจจะแบ่งออกเป็นประเภทต่อไปนี้

1 โรคไขข้ออักเสบได้เป็นหนึ่งในรูปแบบที่พบมากที่สุดและเรื้อรังของโรคข้ออักเสบ มันเกิดขึ้นเมื่อร่างกาย"ของระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองโจมตีหรือเซลล์เยื่อบุ synovium ภายในร่วมกัน. ดังนั้นรูปแบบของการจัดกลุ่มโรคข้ออักเสบนี้มักจะเป็นโรค autoimmune. โรคไขข้ออักเสบได้หากไม่ได้รับการวินิจฉัยในเวลาที่อาจนำไปสู่การสูญเสียทั้งหมดของการทำงานร่วมกัน และทุพพลภาพถาวร. นอกจากนี้ยังมีอายุขัยสั้นลง

2 โรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากความเสื่อมของ cartilages ร่วม โดยทั่วไปพื้นที่รับน้ำหนักเช่นหัวเข่า, สะโพกกระดูกสันหลังและฐานของเท้าจะบุกจำแนกตามประเภทของโรคข้ออักเสบนี้ มันเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดของโรคข้ออักเสบที่มีผลต่อประชากรผู้สูงอายุ

3 เกาต์ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบทั่วไปของโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการสะสมหรือการสะสมของผลึกเกลือยูเรต MSU หรือโมโนโซเดียมที่ข้อต่อ

4 โรคข้ออักเสบรีแอกทีฟเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงของการติดเชื้อเช่นการติดเชื้อในลำไส้หรือทางเดินปัสสาวะ เยาวชนเหล่านี้จะถูกโจมตีโดยปกติประเภทนี้

5 Ankylosing spondylitis เป็นลักษณะอาการปวดหลัง ประเภทนี้มักจะโจมตีข้อต่อกระดูกสันหลังและ sacroiliac

6 Psoriatic เป็นโรคข้ออักเสบมักจะเกี่ยวข้องกับโรคสะเก็ดเงิน มันเป็นรูปแบบการอักเสบและอาจนำไปสู่เงื่อนไขที่รุนแรง

7 fibromyalgia เป็นโรคข้ออักเสบของเนื้อเยื่ออ่อนเกิดเนื่องจากการทำงานบกพร่องของ neurotransmitters ในสมอง

8 Polymyositis เป็นภาวะที่มีผลกระทบต่อระบบกล้ามเนื้อไม่ได้เท่านั้น แต่ยังรอบข้อต่อกล้ามเนื้อหัวใจและปอด

9 Pseudogout ยังเกิดขึ้นเนื่องจากการสะสมคริสตัลรอบข้อต่อ ในกรณีที่ pseudogout การสะสมของแคลเซียม pyrophosphate หรือไฮดรอกซีเกิดขึ้น

10 rheumatica Polymyalgia ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคสะโพกไหล่และลำคอทำให้เกิดความแข็งแรงและความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ผู้ที่มีอายุมากกว่าอายุของเหยื่อตก 50 ประเภทของโรคข้ออักเสบนี้

11 โรค Lyme เกิดขึ้นจากการติดเชื้อจากแบคทีเรีย burgdorferi Borrelia
12 Systemic lupus erythematosus เป็นโรค autoimmune มีผลกระทบต่อผู้หญิงในระหว่างตั้งครรภ์ มันอาจโจมตีอวัยวะภายในที่แตกต่างกัน

วิธิธรรมชาติสำหรับโรคข้ออักเสบและอาการปวดข้อ

1 นวดด้วยน้ำส้มสายชูร้อนสามารถบรรเทาอาการปวดข้อ

2 ถูข้อต่อน้ำมันมะกอกอุ่นให้ผลที่ดี ต่อไขข้อ

3 น้ำมันหอมระเหยอย่างนั้นของจูนิเปอร์, ไซเปรซและมะนาวมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดเนื้อเยื่อและสามารถเพิ่มการไหลเวียนของเลือดรอบข้อต่อ

4 นวดข้อต่อด้วยน้ำมันมัสตาร์ดการบูรผสมสามารถช่วยบรรเทา อาการได้
5 ดอกแดนดิไลอันสารสกัดจากใบสามารถเพิ่มผลผลิตปัสสาวะที่มีคุณสมบัติขับปัสสาวะของ ดังนั้นมันจึงสามารถลดอาการโรคไขข้อ

6 ถูบริเวณที่มีน้ำผลไม้สดมันฝรั่งเจือจางกับน้ำในอัตราส่วน 50:50 จะช่วยใด้มาก

เคล็ดลับความงาม




ต่อไปนี้คือ เคล็ดลับที่ทำให้คุณมีบุคลิกภาพแข็งแรง และ สวย

1 ดื่มน้ำ 8 ถึง 12 แก้ว จะทำให้ สุขภาพ ร่างกายดี
2 คุณสามารถดื่มน้ำในช่วงเวลาปกติทุกครึ่งชั่วโมง ดังนั้นในขณะ ที่คุณทำงาน ให้คุณพกขวดน้ำไว้
3 รับประทานอาหาร ที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตวิตามินเกลือแร่และไขมันที่ดี
4 สารอาหารที่จำเป็นที่จะทำให้คุณหายจากการเจ็บป่วยและช่วยในการได้รับความสวยงาม
5 นวดหน้าของคุณเป็นเวลา 5 นาทีด้วยน้ำบีทรูท วอช หรือ หลัง  อาบน้ำ 10 นาที นวดด้วยสบู่อ่อนคุณจะรู้สึกผ่อนคลายใบหน้าของคุณ
6 น้ำผึ้งผสมในน้ำและดื่มมันทุกวันในตอนเช้า นี้จะช่วยให้ผิวเนียนเรียบ
7 นวดร่างกายของคุณกับนม Moisturizer ในนมจะช่วยให้ผิวของคุณเรียบเนียนและมีสุขภาพดี